จั่วหัวไว้แบบนี้ไหลายๆคนคงงงว่าอะไรหว่าใช่มั้ยครับ บทนี้จะขอวิเคราะห็ถึงคาร์แรกเตอร์ของตัวละครเอกในเรื่องนี้นะครับ ซึ่งจะเน้นไปที่ความตรงกันข้ามของตัวละครที่เข้ามาสัมพันธ์กัน โดยจะเริ่มจากคู่แรกคือ สุนีย์กับกรครับ

หลังจากที่ทั้งกรและสุนีย์เสียลูกสาวไป บรรยากาศอึมครึมก็เกิดขึ้นกับครอบครัว กรไม่ยอมให้อภัยตัวเองที่เป็นต้นเหตุให้แตงหายตัวไป และยังรอคอยด้วยความหวังว่าในสักวันแตงจะกลับมา ส่วนสุนีย์เมื่อค่อนข้างมั่นใจว่า แตงอาจจะไม่กลับมาแล้ว ก็ทุ่มเทความรักทั้งหมดให้กับโต้ง ลูกชายคนเดียวที่เหลืออยู่ และพยายามทำทุกอย่างให้คนในบ้านมีชีวิตอยู่ต่อไปอย่างที่ไม่รู้เหมือนกันว่าเมื่อไหร่วันแห่งความสุึขเก่าๆ จะกลับมา

กรกินเหล้าทุกวันจนกลายเป็นอัลกอฮอล์ลิซึ่ม และมีชีวิตอยู่ด้วยความหวังว่าสักวันแตงจะต้องกลับมา โดยเราจะเห็นได้จากฉากที่กรสั่งให้โต้งไปเอาจานข้าวสำหรับแตงมา และฉากที่กรโวยวายสุนีย์ที่เอารูปที่ถ่ายกันแค่สามคนมาตั้ง เห็นได้ชัดว่า ตัวละครตัวนี้เลือกที่จะจำแตงไว้ในทุกลมหายใจ แต่ก็ไม่ยอมทำอะไรนอกจากดื่มเหล้าเพื่อให้เพื่อลืมความเจ็บปวด และอยากให้ตนคิดอยู่เสมอว่าแตงยังอยู่ ทั้งๆที่สิ่งที่ทำอยู่ก็ไม่ได้ช่วยให้แตงกลับมา และไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นอีกด้วย

ส่วนสุนีย์หลังจากที่เหมือนจะทำใจได้แล้วในเรื่องที่เสียแตงไป ก็พยายามรักษาความเป็นครอบครัวไว้ และยังทุ่มเทความรักทั้งหมด อันที่จริงต้องพูดว่าเกินจะหมดไปให้แก่โต้ง เราจะเห็นว่าสุนีย์้เลือกที่จะลืมแตงไปให้ได้ โดยเรารู้ได้จากฉากเดียวกับที่พูดถึงกรไว้เมื่อกี้ โดยสุนีย์ได้ตอบคำถามกรไปว่า ก็เพราะไม่มีแตงแล้ว และในเรื่องของรูปที่ถ่ายสามคน สุนีย์ก็เลือกที่จะบอกว่า ตอนนั้นแตงได้ไปเที่ยวกับเพื่อนๆแล้ว ทั้งๆที่จริงรูปถ่ายใบนั้นเราได้รู้ในตอนจบว่า เป็นสิ่งสุดท้ายที่แตงทิ้งไว้ให้ เพราะแตงเป็นคนถ่ายรูปนั้นไว้ และยังเป็นความภาคภูมิใจสุดท้ายที่แตงยังทำให้ครอบครัวมีความสุขอีกก่อนจะจากไป โดยเรื่องราวเกี่ยวกับรูปนี้ทั้งหมด สุนีย์เป็นคนรู้ดี แต่เลือกที่จะลืมไปว่าแตงเป็นคนถ่ายรูป เพราะต้องการหลีกเลี่ยงความเจ็บปวดในจิตใจ แต่มันก็เป็นเพียงแค่การหลอกตัวเอง

สิ่่งที่ตรงข้ามกันของตัวละครทั้งกรและสุนีย์คือ คนหนึ่งเลือกที่จะจำลูกสาวไว้ทุกลมหายใจและหวังว่าจะกลับมาอยู่พร้อมหน้าพร้อมตา ส่วนอีกคนก็เลือกที่จะลืม และทิ้งความทรงจำเก่าๆไป เพราะคิดว่าทำใจได้แล้ว แต่สิ่งที่ทั้งสองคนเลือกที่จะให้ตัวเองเผชิญ กลับเป็นการตอกย้ำให้ตนเองยิ่งทุกข์หนักขึ้นไปอีก จนกลายเป็นการทำร้ายลูกชายคนเดียวที่เหลืออยู่ ซึ่งก็ได้กล่าวไปแล้วว่า สุนีย์กลายเ้ป็นคนที่รักโต้งมากเกินไป ในขณะที่กรก็ไม่ได้สนใจลูกเลย คงจะเห็นความตรงกันข้ามของทั้งสองคนแล้วนะครับ

คู่ต่อมาที่จะพูดถึงคือ หญิงกับโดนัท โดยทั้งสองคนเ้ป็นตัวแทนของเด็กผู้หญิงวัยรุ่นที่เพิ่งเรียนรู้ความรักเหมือนๆกัน แต่เลือกที่จะปฏิบัติต่างกัน

ฉากเปรียบเทียบที่เด่นที่สุดของทั้งสองคนคือ ฉากที่ทั้งสองคนอยูู่่กับโต้งตอนโต้งไปดูตุ้กตาไม้ที่ร้านในสยาม ครั้งแรกที่ไปกับโดนัท เมื่อโดนัทรู้ว่าโต้งอยากได้ตุ้กตาไม้แต่ซื้อไม่ได้เพราะว่าเงินไม่พอเนื่องจากเพิ่งซื้อต่างหูให้ตน โดนัทก็เลือกที่จะโกรธเคืองและต่อว่าโต้ง เพราะรู้สึกว่าโต้งกำลังโทษตนที่เป็นต้นเหตุให้โต้งไม่ได้ซื้อของที่อยากได้ ทั้งๆที่โต้งก็ไม่ได้ว่าอะไร เพียงแต่บอกความจริงไปเฉยๆ แต่โดนัทผู้ซึ่งต้องการเพียงแต่ให้คนมาคอยเทคแคร์ตน พอเห็นโต้งหันไปให้ความสำคัญกับคนอื่น ก็เลือกที่จะโกรธแล้วเดินจากไป

ในขณะที่หญิง เมื่อรู้ว่าโต้งอยากได้แค่จมูกตุ้กตาไปให้มิว คนที่ตนเองรัก หญิงก็ไม่ลังเลเลยที่จะจัดการเอาจมูกของตุ้กตามาให้ได้ เพราะหญิงเป็นคนที่กล้าทำทุกอย่างเพื่อให้คนที่ตนรักมีความสุข โดยไม่สนใจเลยว่าตนเองจะต้องพบเจอกับอะไร ลักษณะของหญิงจึงตรงข้ามกับโดนัทโดยสิ้นเชิงในเรื่องของการทำเพื่อคนที่ตนเองรัก โดยคนหนึ่งเมื่อคนที่ตัวเองบอกว่ารักทำอะไรไม่ถูกใจก็เดินหนีไปซะดื้อๆ แล้วยังไม่สนใจอีกว่าเค้าจะเป็นอย่างไร แต่อีกคนกลับพยายามทำทุกอย่างเพื่อที่จะทำให้คนที่ตนรักมีความสุข โดยไม่ต้องการสิ่งใดตอบแทน ซึ่งในชีวิตของคนเราจริงๆ จะมีสักกี่คนที่เป็นได้แบบหญิง

มาถึงคู่สุดท้ายซึ่งเป็นคู่เด่นของเรื่อง โต้งกับมิวก็มีลักษณะที่ถึงแม้บางอย่างในชีวิตจะคล้ายกัน แต่ก็มีบางอย่างตรงกันข้ามอย่างสุดขั้วเช่นกัน โดยจะขอเริ่มจากมิวก่อนละกัน มิวเป็นเด็กที่ถูกพ่อกับแม่ทิ้งให้อยู่กับอาม่าตั้งแต่เด็ก มิวจึงเป็นเด็กที่ขาดการใช้ชีวิตแบบครอบครัว และยิ่งเมื่ออาม่าเสียไป มิวก็ต้องอยู่คนเดียวอย่างว้าเหว่ ทุกวันมีเพียงดนตรีเป็นเพื่อนแก้เหงา แต่ดนตรีนี้เองที่ทำให้มิวได้มีเพื่อนกลุ่มหนึ่งในโรงเรียน

มิวเอาแต่ปิดกั้นตัวเอง เพราะกลัวว่าจะสูญเสียคนที่ตัวเองรักเหมือนดังที่เคยสูญเสียโต้งและอาม่าไปตอนเด็ก ทำให้มิวไม่กล้าเปิดใจที่จะรักใคร จนทำให้มิวลืมเปิดใจที่จะนึกถึงความรักจากเพื่อนไปด้วย และยังรวมถึงความรักจากหญิงที่มิวรู้จักในฐานะเพื่อนเช่นกัน

ทั้งๆที่มิวมีคตวามรักอยู่รอบกายเต็มไปหมด แต่รอยแผลจากอดีตมันมาบังตามิวจนจิตใจมิวเกือบจะแตกสลายไป เพราะเหตุการณ์ที่สุนีย์เข้ามาขอให้มิวหยุดความสัมพันธ์กับโต้ง แต่ในท้ายที่สุดมิวก็ได้หันกลับมามองเห็นความรักจากเพื่อนที่มีให้ตนเอง และความรักจากหญิงที่แอบมีให้ตนมาตลอดเช่นกัน ดังที่มิวได้บอกหญิงไว้ว่า " หญิงเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดสำหรับเรานะ "

มิวโชคดีที่มีเพื่่อนที่ดีอยู่รอบตัว และคอยเป็นกำลังใจให้ตัวเองตลอด แม้ตัวเองจะขาดความรักจากครอบครัว แต่โต้ง ที่ถึงแม้จะมีครอบครัวเหมือนครอบครัวทั่วๆไป แต่โต้งไม่เคยได้สัมผัสความอบอุ่นจากความเป็นครอบครัวเลยตั้งแต่สูญเสียพี่สาวไป โต้งกลายเป็นเด็กที่มีปัญหามากกว่ามิวซะอีกแม้จะอยู่กับครอบครัว สังเกตได้จากการที่มิวเติบโตมาคนเดียว แต่มิวก็หาทางของตัวเองพบ โดยการเลือกที่จะอยู่กับดนตรี และใช้ชีวิตกับดนตรีต่อไป แต่โต้งกลายเป็นคนที่ไม่รู้ว่าตัวเองต้องการจะทำอะไร หรือมีจุดมุ่งหมายใดในชีวิต เพื่อนที่โต้งคบก็มีลักษณะตรงข้ามกับเพื่อนของมิว เพื่อนของโต้งแต่ละคน เวลาว่างก็ชวนกันดื่มเหล้า สูบบุหรี่ ในขณะที่เราจะไม่เห็นภาพพวกนี้จากเพื่อนมิวเลย เพราะเวลาว่างของเพื่อนมิวส่วนใหญ่ไปทุ่มให้กับดนตรีซะหมด

สรุปความแตกต่างระหว่างโต้งกับมิวก็คือ คนหนึ่งแม้ไม่ได้อยู่กับครอบครัว แต่ก็มีความรักอยู่รอบข้างเต็มไปหมด แต่อีกคนถึงได้อยู่กับครอบครัว แต่แทบจะสัมผัสกับความรักไม่ได้เลย ในเรื่องสังคมเพื่อนๆของคนหนึ่งก็เป็นเพื่อนดี แต่ของอีกคนก็เป็นเพื่อนไม่ค่อยดีเท่าไหร ถึงทั้งสองคนจะมีลักษณะตรงข้ามกันอย่างไร เพราะสิ่งที่ขาดหายไปของโต้งและมิวก็ทำให้ทั้งสองคนมาเจอกันและเติมเต็มให้แก่กันได้ในที่สุด

บางคนอาจจะคิดว่าแล้วผมจะมานั่งวิเคราะห์ความตรงข้ามกันของตัวละครในเรื่องทำไม ผมแค่่อยากจะให้ผู้อ่านทุกคนได้เห็นถึงความละเอียดอ่อน และลึกซึ้งของผู้กำกับเรื่องนี้ครับ เพราะคงไม่มีใครปฏิเสธว่าออกมาจากโรงหนังแล้วจะไม่มีความรู้สึกใดๆติดตามออกมาเลย บางคนหาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้ว่าทำไมภาพของตัวละครในเรื่องถึงติดตาออกมา แล้วยังทำให้คิดต่อไปได้ต่างๆนานา ก็เพราะความแยบยลของการออกแบบตัวละครดังที่ผมกล่าวมาไงครับ ตัวละครแต่ละตัวมีความซับซ้อนในตัวเองสูงมาก และเป็นตัวละครที่เหมือนกับคนในชีวิตจริง ชีวิตของคนดูบางคนอาจจะตรงกับชีวิตตัวละครบางตัว หรือหลายๆตัว สิ่งเหล่านี้แหละครับที่ทำให้คนดูหลายคนนอนไม่หลับไปหลายวัน ผมก็เช่นกัน

อันที่จริงผมก็ไม่บังอาจจะตีความจิตใจของตัวละครออกมาหรอกครับ แต่ผมอยากจะแค่ถอดตัวละครที่ผมเห็นออกมาให้ชัดเจนยิ่งขึ้น แล้วนำมาบอกกล่าวกับทุกๆคน เผื่อจะทำใ้ห้่เข้าใจตัวละครเหล่านี้ได้มากขึ้นเท่านี้แหละครับ

Nuttosan 

edit @ 17 Dec 2007 02:35:31 by nuttosan

ตุ้กตาซานตาคลอส เป็นของขวัญที่โต้งมอบให้มิว ทุกคนที่ติดตามเรื่องคงจะได้เห็นว่าตุ้กตาตัวนี้มีความสำคัญกับมิวและโต้งแค่ไหน สัญลักษณ์ของซานตาคลอสไม่ได้มีแค่ตุ้กตาไม้ตัวนี้เท่านั้น แต่ยังมีแฝงอยู่อีกหลายที่เลยครับ

ที่แรกคือ โรงเรียนที่มิวกับโต้งเรียนด้วยกันในวัยเด็ก ที่ที่ทั้งสองคนได้เริ่มสร้างความสัมพันธ์เป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน โรงเรียนนี้ชื่อว่าโรงเรียน Saint Nicolus ซึ่งเป็นชื่อของนักบุญท่านหนึ่ง ที่เป็นต้นกำเนิดของซานตาคลอส มิวได้เรียนที่โรงเรียนแห่งนี้ตั้งแต่เด็กจนถึงม.6 ส่วนโต้งได้ย้ายออกไปตั้งแต่เข้าชั้นมัธยมต้น เนื่องจากโรงเรียนแห่งนี้เป็นโรงเรียนคาทอลิก แล้วโต้งก็เป็นครอบครัวคาทอลิกที่สูญเสียศรัทธา การที่โต้งต้องถูกพ่อกับแม่ย้ายโรงเรียน ก็แสดงให้เห็นถึงการที่ครอบครัวของโต้งได้สูญเสียศรัทธาไปแล้ว ตรงกันข้ามกับมิว ที่เป็นชาวพุทธ แต่กลับยังเรียนอยู่ในโรงเรียนคาทอลิก เพื่อนๆคิดว่าเป็นเพราะอะไรครับ

ศาสนาคริสต์มีหลักคำสอนอันดับหนึ่งคือ เรื่องความรัก เพราะเชื่อว่าพระเจ้ารักมนุษย์ และมนุษย์ทุกคนควรมีความรักให้แก่กัน แล้วแก่นความคิดของภาพยนตร์เรื่องนี้ก็พูดถึงเรื่องความรักที่หลากหลายของมนุษย์ ทั้งความรักของพ่อแม่ที่มีต่อลูก ความรักของคนรัก ความรักของเพื่อน ความรักของคนแปลกหน้าที่มีต่อคนที่เข้าไปผูกพันด้วย การให้ตัวละครในเรื่องนับถือศาสนาคริสต์และเรียนอยู่ในโรงเรียนคาทอลิก จึงเป็นเหตุผลในการสนับสนุนกับแก่นความคิดของเรื่อง

แล้วทำไมมิวซึ่งเป็นชาวพุทธ ถึงต้องเรียนอยู่ในโรงเรียนคาทอลิก เราลองคิดถึงชีวิตมิวกันนะครับ ว่ามิวเป็นคนที่ไม่ได้อยู่กับครอบครัว หลังจากเสียอาม่าไป มิวจึงคิดว่าตนเองอาจไม่เหลือใครที่จะรักตนเองอีกแล้ว และเพราะบาดแผลจากการถูกทอดทิ้งจากครอบครัว และการไม่มีเพื่อนในวัยเด็ก ผนวกกับการที่ต้องแยกจากโต้งเพื่อนสนิทคนเดียวไปอีก สิ่งเหล่านี้ทำให้มิวไม่กล้าที่จะเปิดใจรักใครไงครับ แล้วถึงแม้ตอนโตจะมีเพื่อนที่เล่นดนตรีอยู่ด้วยกัน มิวก็มองไม่เห็นความรักที่เพื่อนมอบให้ เพราะสิ่งที่ขาดหายไป มันช่างยิ่งใหญ่กว่าสิ่งใดทั้งหมดจนบดบังบางสิ่งไป ชีวิตของมิวจึงกลายเป็นคนที่ใช้ชีวิตอยู่ไปวันๆโดยที่ไม่รู้ว่าตัวเองมีจุดมุ่งหมายอะไร ทั้งๆที่รอบๆตัวมิว มีคนที่พร้อมจะอยู่เคียงข้าง และให้ความรักอยู่มากมาย ทั้งเพื่อนๆในวงดนตรีและหญิงเพื่อนข้างบ้าน มิวจึงต้องเรียนในโรงเรียนที่ให้ความหมายถึงความรักที่มีอยู่รอบตัว แม้มิวจะยังมองไม่เห็นในตอนแรกก็ตาม แล้วด้วยคำสอนหลักของคาทอลิกคือความรัก โรงเรียนคาทอลิกจึงเป็นทั้งสัญลักษณ์และสถานที่ที่ดีในการดำเนินเรื่อง

ทีนี้ก็มาดูโต้งบ้าง ในครอบครัวโต้ง คนที่สูญเสียศรัทธาคือกร ไม่ใช่โต้ง แต่โต้งก็คงจะสงสัยว่าทำไมเหตุการณ์ร้ายๆจึงเกิดขึ้นกับครอบครัวตน แล้วเมื่อทุกอย่างเลวร้ายลงเรื่อยๆ โต้งก็เหมือนขาดที่พึงทางใจ เราจะเห็นฉากห้องนอนของโต้งที่จะมีตุ้กตาสัญลักษณ์ทางศาสนาตั้งอยู่ทั้งบนโต๊ะข้างเตียงนอน และบนโต๊ะคอมพิวเตอร์ แล้วบนผนังหัวเตียงนอนยังมีโปสเตอร์สีเขียวติดอยู่ ซึ่งมีตัวอักษรเขียนว่า I Believe

สัญลักษณ์เหล่านี้บ่งบอกได้ว่า โต้งยังไม่ได้สูญเสียศรัทธาซะทีเดียวใช่มั้ยครับ โต้งยังดูเหมือนว่ายังมีศรัทธาอยู่ แต่นึกกันออกมั้ยครับว่าโต้งยังศรัทธาต่ออะไร คำตอบอยู่ที่โปสเตอร์สีเขียวบนหัวเตียงนั่นแหละครับ

บอกไปแล้วว่าสีเขียวเป็นสีที่หมายถึงตัวมิว แล้วบุคลิกของโต้งคือ เป็นเด็กที่สับสนในชีวิต สังเกตได้จากเวลาใครถามอะไร โต้งจะตอบก่อนว่า " ไม่รู้ดิ " หรือ " ไม่รู้เหมือนกัน " เพราะโต้งไม่มีอะไรให้เป็นหลักยึดเกาะ แต่ชีวิตโต้งมีเพียงสิ่งเดียวที่เป็นสิ่งที่มั่นคงไม่เคยเปลี่ยนไปคือ มิว มิวจึงเป็นสิ่งที่เดียวที่โต้งมั่นใจ ซึ่งเป็นเพราะมิตรภาพที่มีอยู่อย่างมั่นคงในวัยเด็ก เมื่อโต้งได้พบมิวอีกครั้ง ก็เหมือนได้พบคนรู้ใจ โต้งก็เลยมีความสุขทุกครั้งที่ได้คุยกับมิว

เมื่อเด็กวัยรุ่นที่สับสนคนหนึ่งได้พบกับหลักยึดแล้ว ก็ย่ิอมที่จะมีศรัทธาต่อหลักยึดนั้นมากยิ่งขึ้น เมื่อมิวได้พาจูนมาให้โต้งรู้จัก แล้วทุกอย่างในครอบครัวทำ่ท่าจะดีขึ้น มิวจึงกลายเป็นศาสนาของโต้งไปโดยปริยาย เพราะมิวเป็นคนที่เหมือนนำแสงสว่างมาให้ชีวิตโต้ง โต้งก็เลยมีศรัทธาต่อมิว เห็นรึยังครับว่าความรักระหว่างสองคนนี้ เป็นความรักที่มีจุดกำเนิดที่ยิ่งใหญ่กว่าคนทั่วไป มิวเป็นทั้งศาสนา ความมั่นใจ และความสุขของโต้ง โดยปราศจากเงื่อนไขใดๆทั้งสิ้น

ย้อนมาถึงฉากแสดงละครวันคริสต์มาสในวัยเด็ก พอจะนึกออกรึยังครับว่าทำไมมิวถึงต้องแสดงเป็นทูตสวรรค์ แล้วทำไมต้องมีฉากนี้ ก็เพราะมิวเป็นเทวดาของโต้งผู้นำพาความสุขมาให้ เหมือนที่ทูตสวรรค์นำพาข่าวอันประเสริฐไปสู่ชาวโลก

ย้อนมาอีกนิด ตรงช่วงแรกๆของเรื่อง ฉากหลังจากที่โต้งโดนเด็กที่มาแกล้วมิวรุมเพราะเข้าไปช่วย แล้วมานั่งใส่แว่นพรางตา ที่ตู้โชว์ในบ้านจะมีตุ้กตาแสดงถึงการประสูติของพระเยซูตั้งอยู่ แล้วข้างล่างก็เป็นรูปปั้นของซานตาคลอส ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็ได้บอกอยู่แล้วว่า ซานตาคลอส กับศรัทธาจะเป็นสิ่งที่เชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างมิวกับโต้งไว้ด้วยกัน ในตอนท้ายๆเรื่องตุ้กตาแสดงฉากประสููติของพระเยซูก็กลับมาอีกครั้ง

เพราะฉะนั้นจึงพูดได้เลยว่า มิวเป็นซานตาคลอสของโต้ง เพราะเป็นผู้ที่ทำให้ชีวิตโต้ง และครอบครัวโต้งได้ดำเนินไปในทางที่ดีขึ้น มิวดำรงอยู่ในสถานะผู้ให้ความสุขกับโต้งและครอบครัวโดยตลอด

แล้วเรื่องตุ้กตาที่โต้งให้มิวล่ะ ตั้งแต่แรกที่โต้งให้มิวเล่นเกมตามหาชิ้นส่วนตุ้กตาทีละชิ้น แต่ขาดชิ้นสุดท้าย จริงๆแล้วเป็นเสมือนลางบอกเหตุล่วงหน้าแล้วว่า เด็กทั้งสองคนจะต้องมีอะไรบางอย่างที่ขาดหาย แล้วเหตุการณ์ก็เกิดขึ้นจริง เพราะโต้งต้องย้ายออกไป ทำให้ส่วนหนึ่งของชีวิตมิวที่แบ่งพื้นที่ไว้ให้โต้งแล้ว ( ซึ่งได้แสดงโดยการใช้สีไว้ในฉากห้องนอนมิว ) อยู่ดีๆก็ขาดหายไป เมื่อมาพบกันตอนโต โต้งจึงพยายามจะซื้อจมูกตุ้กตาไปให้มิว ก็เหมือนกับว่าโต้งพยายามจะเติมส่วนที่ขาดหายไปให้มิว โดยที่ทั้งสองคนต่างก็เข้ามาเติมส่วนที่ขาดหายไปของแต่ละคนให้แก่กัน แต่ที่จมูกที่โต้งได้ให้ไปนั้น ไม่พอดีกับตุ้กตา ก็เพราะว่าความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นในวัยเด็กที่เป็นเพียงเพื่อนสนิท มันเปลี่ยนไปเป็นคนรัก แถมยังเป็นความรักที่คนปกติทั่วไปไม่ยอมรับ จมูกของตุ้กตาจึงไม่ลงล็อก แต่มันก็เป็นตัวแทนบอกแล้วว่า ถึงแม้่ทั้งสองคนจะตัดสินใจอย่างไร แต่ความรักและการเติมเต็มส่วนที่ขาดหายไป ได้เกิดขึ้นแล้ว ด้วยเหตุนี้แม้มิวจะเป็นซานตาคลอสของโต้ง ในขณะเดียวกัน โต้งก็เป็นซานตาคลอสของมิวด้วย เพราะโต้งได้ให้สิ่งเดียวที่มิวตามหามาทั้งชีวิตไปแล้ว นั่นคือความรักที่ปราศจากเ้งื่อนไขใดๆทั้งสิ้นนั่นเอง แม้จะจบลงเหมือนจะไม่สมหวัง แต่จะมีคนในโลกสักกี่คนที่จะพบเจอกับความรักที่บริสุทธ์แบบนี้

ง่วงนอนจัง

Nuttosan

edit @ 16 Dec 2007 16:51:33 by nuttosan

    หลายๆคนที่ได้ดูภาพยนตร์เรื่องรักแห่งสยาม  คงจะสังเกตเห็นแล้วว่า ภาพยนตร์เรื่องนี้มีการตั้งใจใช้สีในการเล่าเรื่องได้อย่างโดดเด่น  สีที่ทุกคนเห็นอย่างชัดเจนตามที่พูดคุยกัน  คือ  สีฟ้าอันเป็นสีที่ใช้กับโต้งและครอบครัว  กับสีเขียวที่ใช้กับมิว  ซึ่งจะมีหลายฉากในเรื่องที่สี  ถูกใช้เป็นตัวแทนในการแสดงออกถึงความสัมพันธ์ของตัวละคร  ดังเช่นในฉากที่หลายคนพูดถึง  คือฉากที่โต้งต้องไปนอนกับมิวในวัยเด็ก  ที่ผู้กำกับเลือกที่จะให้ที่นอนฝั่งของโต้งเป็นสีฟ้า  อยู่ร่วมกับฝั่งของมิวที่เป็นสีเขียว  อันแสดงให้เห็นถึงชีวิตของมิวที่มีโต้งอยู่ด้วยในที่ที่เป็นพื้นที่ส่วนตัวของตนเอง  ที่แสดงออกโดยห้องนอน  ซึ่งมันได้สื่อไปถึงภายในจิตใจของมิว  เพราะห้องนอนเป็นสถานที่ที่ผู้ที่เป็นเจ้าของอนุญาตให้คนที่มีความสำคัญกับตนเองเท่านั้นเข้าไปได้  เหมือนกับที่โต้งเป็นคนสำคัญในใจของมิวนั่นเอง

    ทีนี้ผมตีความเรื่องสีไปลึกกว่านั้น  เพราะผมสังเกตเห็นว่าในห้องนอนของมิว  ถึงแม้เตียง  หมอน  และผ้าห่มจะเป็นสีเขียวทั้งหมด  แต่ม่านหน้าต่างและผ้าห่มที่มิวห่มร่วมกับโต้งในวัยเด็กเป็นสีเหลือง  ก็เลยคิดว่าน่าจะมีความหมายอะไรสักอย่างที่สีเหลืองถูกนำมาใช้  ผมก็เลยคิดถึงทฤษฎีสี  แล้ววิเคราะห์ดู  ก็ได้คำตอบสำหรับตัวเองในเวลาต่อมา

    ขออนุญาตเล่าเรื่องทฤษฎีสีก่อนนะครับ  เพราะจะได้เข้าใจสิ่งที่จะอธิบายต่อไปได้  พวกเราทุกคนคงเคยได้เรียนวิชาศิลปะตั้งแต่เด็กใช่มั้ยครับ  แล้วครูสอนศิลปะก็บอกเราว่า  แม่สีมีอยู่ 3 สี  คือ  สีน้ำเงิน  สีแดง  และสีเหลือง  ใช่ครับ  ทั้งสามสีเป็นแม่สีที่เมื่อผสมกันก็จะได้สีอื่นๆตามมา  แต่เมื่อรวมทั้งสามสีเข้าด้วยกันจะได้สีสุดท้ายคือสีดำ

    ที่เล่ามาคือแม่สีของสีครับ  แต่มีอีกทฤษฎีที่พูดถึงแม่สีของแสง  ซึ่งคนที่เรียนทางด้านนิเทศศาสตร์จะคุ้นเคยดี  แม่สีของแสงก็มี 3 สี  เหมือนกันครับ  คือสีน้ำเงิน  สีแดง  และสีเขียว  เมื่อนำแสงทั้งสามสีมาผสมกัน  จะได้แสงสีขาวครับ

    สังเกตนะครับ

           แม่สีของสี  คือ  สีน้ำเงิน+สีแดง+สีเหลือง  รวมกันเป็น  สีดำ

           แม่สีของแสง  คือ  สีน้ำเงิน+สีแดง+สีเขียว  รวมกันเป็น  แสงสีขาว

    เห็นอะไรมั้ยครับ  แม่สีของทั้งสองสถานะ  มีความแตกต่างกันตรงสีสุดท้าย  คือ  สีเหลืองและสีเขียว  อันเป็นสีที่แปลกแยกจากสีน้ำเงิน  และสีแดง  ที่เป็นแม่สีร่วมกันของทั้งสองสถานะ

    ทีนี้มาดูคาร์แรกเตอร์ของมิว  มิวเป็นคนที่แปลกแยกจากคนทั่วไปใช่มั้ยครับ  เพราะมิวไม่เหมือนคนธรรมดาทั่วไปที่เกิดมาเป็นคนปกติ  มิวสามารถมีความรักให้กับคนเพศเดียวกันได้  ซึ่งเป็นสิ่งที่คนทั่วไปตีตราว่าเป็นความผิดปกติ  สีเหลืองกับสีเขียวจึงถูกใช้เป็นตัวแทนของมิว  เพราะทั้งสองสีเป็นสีที่ผิดปกติเช่นกัน  ซึ่งอันที่จริงทั้งสองสีที่กล่าวมาจะเป็นสีที่ผิดปกติหรือไม่  ก็อยู่ที่คนจะวางกรอบและนิยามให้มัน  เพราะทั้งสีเหลืองและสีเขียวได้ทำหน้าที่ของมันเองโดยธรรมชาติของมันอยู่แล้ว  เพราะสีเหลืองและสีเขียวดูเผินๆ  เหมือนกับเป็นสีที่ทำให้สีเปลี่ยนสถานะ  จากสีเป็นแสง  เพราะมีแม่สีน้ำเงินกับสีแดงร่วมกันอยู่แล้ว  แต่เมื่อลองดูที่สถานะของสีจริงๆ  จะเห็นว่าทั้งสถานะของสีและสถานะของแสง  มันมีคุณสมบัติทางธรรมชาติแห่งสถานะของมันอยู่แล้ว  และสีที่จะเข้ามาทำให้มันสมบูรณ์ก็เป็นสีที่ถูกกำหนดไว้แล้วว่า  สำหรับสถานะของสีคือสีเหลือง  และสถานะของแสง  คือสีเขียว  ผลรวมของมันยังออกมาแตกต่างกันอย่างสุดขั้วอีก  คือ  สีดำกับแสงขาว  งงกันมั้ยครับเนี่ย

    แล้วมันก็มีเหตุผลอีกที่ทุกคนจะคุ้นกับสีเขียวมากกว่าสีเหลือง  เพราะสีเขียวถูกใช้เยอะมาก  ในขณะที่สีเหลืองใช้ไปแค่นิดเดียวจนคนดูไม่รู้สึกว่าสำคัญ  เหตุที่สีเขียวกลายเป็นสีตัวแทนของมิว  ก็เพราะผลรวมจากแม่สีของแสง  ใช่ครับ  แสงที่ได้จากการรวมแม่สีคือแสงขาว  แล้วมิวเข้ามาทำอะไรกับเรื่องล่ะ  มิวเข้ามาทำให้ครอบครัวของโต้งมีความสุขและครอบครัวยอมรับความจริงได้ทั้งหมดโดยการพาจูนเข้ามา  ซึ่งเป็นเหตุให้โต้งรักมิวไงครับ  มิวจึงเป็นเหมือนแสงสว่างในชีวิตของโต้งไง  เพราะพอโต้งได้พบกับมิวอีกครั้ง  ทุกอย่างในชีวิตล้วนดีขึ้น  โดยในภาพยนตร์ก็บอกเป็นนัยๆอยู่แล้วนะครับว่า  มิวเป็นแสงสว่างของครอบครัวโต้งในเรื่องนี้  ในฉากแรกๆของเรื่องเลยครับ  ฉากแสดงละครในวันประสูติของพระเยชูไงครับ  ที่มิวเล่นเป็นทูตสวรรค์ผู้นำพาข่าวอันประเสริฐมาให้กับชาวโลก  เห็นมั้ยครับว่าผู้กำกับมีความละเอียดอ่อนในการเล่าเรื่องขนาดไหน

    มาถึงสีของครอบครัวโต้งบ้าง  สีฟ้าเป็นสีที่ถูกทำให้อ่อนลงมาจากสีน้ำเงิน  แล้วทำไมไม่ใช้สีน้ำเงินล่ะ  หากในเรื่องนี้สีน้ำเงินคือตัวแทนของคนปกติ  แต่โต้งและครอบครัวก็ไม่ใช่คนปกติครับแต่ก็ไม่ได้ผิดปกติแบบมิว  เพราะเหตุการณ์ที่ทุกคนสูญเสียแตงไป  ทำให้ทุกคนล้วนมีความเศร้าโศกภายในใจเป็นอย่างมากอยู่แล้ว  และยังเป็นชนวนให้ทุกคนในบ้านใช้ชีวิตอย่างผิดปกติอีก  ซึ่งจะเห็นว่าสุนีย์กลายเป็นคนที่พยายามลืมจูนให้ได้  และทุ่มเทความรักไปอยู่ที่โต้งทั้งหมดจนกลายเป็นความรักที่มากเกินไป  ส่วนกรก็พยายามรอคอยการกลับมาของจูนจนไม่ได้สนใจโต้งเลย  ทำให้โต้งเติบโตมาแบบที่ชีวิตเต็มไปด้วยความสับสน  เพราะขาดการดูแลจากพ่อ  และการเอาใจใส่มากเกินไปจากแม่  ชีวิตของโต้งจึงไม่มีอะไรพอดี  และไม่รู้จักคำว่าความสุขจนมิวเข้ามาในชีวิต  พูดง่ายๆว่าชีวิตครอบครัวนี้เป็นชีวิตที่ผิดเพี้ยนไปจากชีวิตครอบครัวที่มีความสุขทั่วไปอย่างที่ควรจะเป็น  สีน้ำเงินจึงถูกลดทอนให้เพี้ยนไปจนกลายเป็นสีฟ้าหม่น  ซึ่งก็เป็นความละเอียดอ่อนที่สีฟ้าถูกเลือกมาให้กลายเป็นตัวแทนของครอบครัวนี้

    ยังมีสีอีกสองสีที่ค่อนข้างเด่นรองลงมาจากสามสีที่กล่าวไปแล้ว  คือสีดำและสีชมพู  ทุกคนก็คงจะนึกออกว่าสีดำเป็นสีที่เป็นตัวแทนของสุนีย์  และสีชมพูเป็นสีที่เป็นตัวแทนของหญิง  ขอกล่าวถึงสุนีย์ก่อนนะครับ

     ในตอนเริ่มเรื่องเราจะเห็นสุนีย์ใส่เสื้อผ้าสีฟ้าสด  ออกจะเป็นสีน้ำเงินด้วยซ้ำ  แต่พอทุกคนกลับมาจากเชียงใหม่จะไม่เห็นสุนีย์ใส่เสื้อผ้าสีฟ้าอีกจนถึงฉากงานเลี้ยง (ซึ่งอันที่จริงไม่ถือเป็นสีฟ้านะ  แต่เป็นชุดสีขาวที่มีลายสีฟ้าต่างหาก  ประเด็นเสื่อผ้าจะมาเล่าอย่างละเอียดในตอนต่อไป ) และฉากจบ

    หลังจากที่แตงหายไป  แล้วทุกคนย้ายบ้านไป  สุนีย์ก็ใส่เสื้อผ้าสีดำตลอด  ซึ่งสีดำยังลามมาจนถึงชุดเฟอร์นิเจอร์ในบ้านอีกด้วย  เป็นเพราะสุนีย์ได้สูญเสียสิ่งอันเป็นที่รักไปแล้วคือลูกสาว  การใส่สีดำก็เหมือนกับเป็นการไว้อาลัยความรักที่หายไป  มิหนำซ้ำสามียังมาเสียสติไปอีก

    ส่วนหญิงนี่ก็เป็นตัวแทนของเด็กสาวทั่วไปในวัยที่กำลังมีความรัก  ทุกสิ่งในโลกจึงกลายเป็นสีชมพูไปหมด  สีชมพูจึงถูกนำมาใช้เป็นตัวแทนของหญิงด้วยเหตุนี้ครับ 

    พูดถึงประเด็นสีดำ  นี่ก็ขอกลับมาวิเคราะห์ความสัมพันธ์กับสีเหลืองของมิวที่ถูกใช้ในเรื่องแม้จะมีอยู่นิดเดียวดังนี้ครับ  ถ้าสังเกตฉากในห้องนอนตอนที่มิวยังมีความสุขอยู่  จะเห็นแทบว่าทุกครั้งที่มิวอยู่ในห้องตอนกลางวัน  แสงแดดจะจ้ามากจนลอดผ่านม่านหน้าต่างสีเหลืองเข้ามาได้  โดยเฉพาะฉากที่มิวเอาหมอนที่โต้งหนุนมากอด  นั่นแสดงว่ามิวเป็นแสงสว่างของโต้ง  และยังค้นพบแสงสว่างของตนเองอีกด้วย  แต่ถึงมีแสงสว่าง  สีเหลืองก็ยังมีอยู่เพื่อบ่งบอกว่า  การที่มิวเป็นคนผิดปกติ  จะทำให้เกิดความทุกข์ในภายหลัง นั่นก็คือในฉากหลังจากที่สุนีย์มาคุยเรื่องโต้ง  แล้วมิวนั่งซึมเศร้าอยู่คนเดียวในห้องนอน  ที่ถึงแม้โต้งจะมาเรียกก็ยังไม่ลงไปคุยด้วย  ม่านหน้าต่าถูุกปิดสนิท  สะท้อนความมืดในห้องและในจิตใจมิวที่เกือบแตกสลายไปแล้ว  เห็นมั้ยครับว่า  เมื่อไม่มีแสงส่องม่าน  ห้องจะดูมืดมาก  สีเหลืองจึงยังถูกนำมาใช้เป็นตัวแทนอีกส่วนหนึ่งของมิวด้วยเหตุนี้ครับ

    โอเคครับ  พูดถึงประเด็นเรื่องสีมาเยอะแล้ว  ถ้าเข้าใจหรือไม่เข้าใจยังไง  เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยก็มาร่วมแสดงความคิดเห็นกันได้นะครับ  ทุกสิ่งที่ผมวิเคราะห์มาไม่ได้วิเคราะห์แบบลอยๆนะครับ  เพราะพอดีผมเรียนมาทางด้านวิเคราะห์ภาพยนตร์  ซึ่งเป็นวิชาโปรดเของผมเลย  จึงอยากนำความรู้ที่มีอยู่น้อยนิด  มาแชร์กับเพื่อนๆนะครับ  ไว้เดี๋ยวจะมาวิเคราะห์เรื่องอื่นให้อ่านกันอีกนะครับ

Nuttosan